โภชนบำบัด โดยผู้จำหน่ายอิสระเฮอร์บาไลฟ์ Herbalife Independent Distributor Blog
โภชนบำบัด

เรื่องของลำไส้

November 10, 2009 by dietgang · Leave a Comment 

llสถานีส่งผ่าน และดูดซึมสารอาหาร

ลำไส้ อวัยวะที่มักถูกใคร ๆ มองข้าม ทั้งที่เป็นส่วนได้รับผลกระทบโดยตรง จากอาหารที่รับเข้าไปในแต่ละวัน
1 วันมี 3 มื้อ 1 ปี จึงมี 1,095 มื้อ เห็นหรือยังว่าลำไส้รับบทหนักแค่ไหน แล้วคุณรู้จักลำไส้ดีหรือยัง

ไม่ว่าอาหารที่เรากินเข้าไปนั้นจะหรูเริดราคาแพงสั่งตรงจากภัตตาคารชั้นหนึ่งหรือเป็นอาหารถูกปากจากข้างถนน สุดท้ายเมื่อผ่านเข้าปากไป ทุกอย่างก็จะค่อย ๆ ถูกส่งเข้าสู่ทางเดินอาหารทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่ถูกบดเคี้ยวด้วยฟัน ลำเลียงโดยหลอดอาหาร ย่อยแป้ง กับดูดซึมแอลกอฮอล์และน้ำตาลที่กระเพาะ ย่อยโปรตีนกับไขมัน รวมทั้งดูดซึมธาตุเหล็กและวิตามินบางชนิดที่ลำไส้เล็ก ส่วนที่ดูดซึมไม่ได้จุถูกส่งต่อไปยังด่านสุดท้ายคือลำไส้ใหญ่ ใยอาหารที่เรากินเข้าไปจะกักเก็บส่วนที่ดูดซึมไม่ได้นี้และขับออกไปจากร่างกายในรูปของเสีย

หากคุณลองนึกภาพตามจะพบว่าส่วนประกอบที่ใหญ่ที่สุดของระบบทางเดินอาหารนั้นคือลำไส้ ถ้าตาเรามองทะลุชั้นผิวหนัง ไขมันและกล้ามเนื้อเข้าไปได้ในตำแหน่งหน้าท้อง จะพบว่ามีอวัยวะหนึ่งขดแน่นไปมาเต็มพื้นที่ ซึ่งเมื่อจับออกมาวัดดูจะพบว่ามีความยาวมากถึงราว 30 ฟุตหรือประมาณ 9 เมตร อวัยวะนี้ก็คือ ลำไส้ และ 5 ใน 6 ส่วนของความยาวทั้งหมดคือลำไส้เล็ก อีกหนึ่งส่วนที่เหลือเป็นลำไส้ใหญ่ แต่ทั้งนี้ลำไส้ใหญ่จะมีขนาดใหญ่กว่าลำไส้เล็กถึง 3 เท่า

นึกภาพคร่าว ๆ ของลำไส้ออกแล้วใช่ไหมคะ แต่นั่นเป็นแค่ภายนอกแล้วภายในลำไส้ทั้งสองส่วนมีหน้าตาอย่างไร เหมือนหรือต่างกันหรือไม่ มาจินตนาการกันต่อดีกว่า

ท่องไปในโลของลำไส้

@โลกมหัสจรรย์ของลำไส้เล็ก

เมื่อเราผ่าลำไส้เล็กออกมาดูจะพบว่าท่อนกล้ามเนื้อยาว 25 ฟุตนี้ประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ ลำไส้เล็กตอนต้น ตอกลาง และตอนปลาย โดยด้านในผนังลำไส้แต่ละตอนจะมีส่วนที่ยื่นออกมามากมายเป็นล้าน ๆ มีสภาพเหมือนปะการังบนพื้นทะเล เราเรียกส่วนนี้ว่า วิลไล (Villi) ภายในวิลไลแต่ละอันจะมีเส้นเลือดฝอยและน้ำเหลืองช่วยดูดซึมสารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดเล็กเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงร่างกายต่อไป และหากเราแผ่พื้นที่วิลไลแต่ละอันออกมาได้ จะพบว่าภายในลำไส้เล็กนี้มีพื้นที่มากถึง 2 สนามเทนนิสเลยทีเดียว

ที่ลำไส้เล็กแห่งนี้ถือเป็นจุดสุดท้ายของกระบวนการย่อยอาหาร ซึ่งอาศัยเอนไซม์ทั้งจากลำไส้เล็กเองและจากตับอ่อน โดยลำไส้เล็กจะสร้างเอนไซม์ชื่อมอลเตส แล็กเตส และซูเครส สำหรับย่อยคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาล ในขณะที่ตับอ่อนสร้างเอนไซม์ชื่อทริปซินสำหรับย่อยโปรตีน และไลเปสสำหรับย่อยไขมัน เมื่อสารอาหารที่ผ่านการย่อยแล้วถูกส่งไปตามร่างกาย ส่วนที่ยอ่ยไม่ได้หรือกากาอาหารก็จะถูกส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่

@เปิดประตูสู่ลำไส้ใหญ่

ที่ลำไส้ใหญ่ไม่มีการย่อยหรือดูดซึมสารอาหารอีกแล้ว และเมื่อผ่าออกมาดูจะพบว่าลำไส้ใหญ่นี้มีลักษณะเป็นกระเปาะไปเกือบตลอดความยาวทั้งหมด ยกเว้นไส้ตรงเท่านั้นที่มีผนังเรียบ และด้วยความที่ผนังลำไส้ใหญ่โป่งออกไปเป็นกระเปาะนี่เอง จึงทำให้มีเศษอุจจาระเข้าไปสะสมอยู่มากจนทำให้เกิดโรคได้

ลำไส้ใหญ่แบ่งออกได้เป็น 4 ส่วน ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ส่วนต้นหรือกระพุ้งลำไส้ใหญ่ จะมีลิ้นเปิด - ปิดได้ ป้องกันไม่ให้อาหารไหลย้อนกลับไปยังลำไส้เล็ก ลำไส้หใญ่ส่วนกลาง มีลักษณะคดเคี้ยวเหมือนตัวเอส ลำไส้ใญ่ส่วนตรงหรือไส้ตรง เป็นที่พักของอุจจาระในผู้ชายจะอยู่หลังกระเพาะปัสสาวะ ส่วนในผู้หญิงจะอยู่หลังมดลูกและช่องทวารหนัก ส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ที่มีกล้ามเนื้อหูรูดเปิดออกเวลาขับถ่าย

นอกจากนี้ตรงส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ส่วนต้นยังเป็นที่อยู่ของลำไส้อีกประเภทที่ใคร ๆ มักคิดว่าเป็น่วนเกินและอยากตัดออกนั่นก็คือ ไส้ติ่งหรือไส้ตัน ความจริงแล้วไส้ติ่งไม่ใช่ส่วนเกิน แต่เป็นต่อมน้ำเหลืองต่อมหนึ่ง ขนาดยาวราว 10 เซนติเมตร และกว้าง 1.5 เซนติเมตร ทำหน้าที่ช่วยดักจับเชื้อโรคที่ผ่านเข้ามาในบริเวณลำไส้คล้ายกับหน้าที่ของต่อมทอนซิลในลำคอนั่นเอง อย่างไรก็ตาม หากไส้ติ่งเกิดการอักเสบ สามารถตัดทิ้งได้โดยไม่ส่งผลกระทบใด ๆ เพราะยังมีต่อมน้ำเหลืองอยู่อีกหลายแหล่งทั่วร่างกายค่ะ

และนี่คือสภาพของอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในระบบทางเดินอาหารจากปากถึงทวาร ร่างกายจะทำงานแบบวันเวย์ นับเวลาที่เราเคี้ยวข้าวคำแรกและกลืนลงคอจนถึงเวลาปวดท้องอยากถ่ายก็นับได้เกือบ 9 ชั่วโมง ลองนึกดูว่าหากคุณไม่ถ่ายหลาย ๆ วัน ของเสียที่มารออยู่ลำไส้ใหญ่ก็จะค้างอยู่อย่างนั้น เสียงต่อการติดเชื้อและนำไปสู่โรคอื่น ๆ ได้มากมาย เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ริดสีดวงทวารหนัก กระเปาะทวารหนัก และลำไส้แปรปรวน เป็นต้น

4 โรคลำไส้ยอดฮิต

1. มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคอันตรายที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 รองจากมะเร็งตับและมะเร็งปอด แม้จะไม่ใช่มะเร็งที่พบบ่อย แต่เมื่อพบทีไรนั่นหมายความว่าโอกาสรอดของคนไข้น้อยเต็มที เพราะคนไทยส่วนมากไม่ค่อยตรวจลำไส้ เมื่อเกิดมะเร็งกว่าจะรู้ตัวก็เข้าสู่ระยะที่สาม ซึ่งรักษาแทบไม่ได้ ทราบหรือไม่ว่า หากตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ ระยะที่หนึ่งมีโอสผ่าตัดหายถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ระยะที่สองเหลือ 89 เปอร์เซ็นต์ โรคนี้ป้องกันได้ นอกจากการรับประทานอาหารให้ครบหมู่และดูแลร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ควรไปตรวจลำไส้เป็นประจำตั้งแต่อายุ 50 ปี เพราะอายุเฉลี่ยผู้ป่วยมะเร็งลำไส้หใญ่ทั้งโลกอยู่ที่ 63 ปี การตรวจล่วงหน้า 10 ปี จึงเป็นการป้องกันอย่างได้ผล แต่หากครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งทุกชนิดควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุน้อย ๆ

2. ริดสีดวงทวาร เกิดจากการเบ่งถ่ายอุจจาระนาน ๆ ทำให้แรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักจึงยืดพองขึ้นเป็นติ่งเนื้อ ผนังหลอดเลือดจึงบางลง เมื่อเกิดการเสียดสีกับอุจจาระที่หยาบและแข็งจะทำให้หลอดเลือดดำปริแตกหรือฉีกขาด นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากอาการท้องผูก การยืนหรือนั่งท่าใดท่าหนึ่งติดต่อกันนาน ๆ และการกลั้นอุจจาระ ริดสีดวงทวารรักษาได้ทั้งการใช้ยาและผ่าตัด การป้องกันทำได้โดยดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ รับประทานผัก ผลไม้เป็นประจำ ขับถ่ายให้เป็นเวลา ไม่เบ่งอุจจาระเมื่อไม่รู้สึกอยากถ่ายและควรออกกำลังกายเสมอเพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ แค่นี้ก็ปลอดภัยจากริดสีดวงแล้ว

3. โรคกระเปาะทวารหนัก ทางการแพทย์เรียกว่า Rectocele โรคนี้เกิดเฉพาะในเพศหญิงที่กลั้นอุจาระนาน ๆ หรือผ่านการคลอดลูกมาแล้วหลายหน ทำให้ผนังลำไส้ใหญ่บริเวณทวารหนักกับช่องคลอดแยกตัวออกจากกัน เมื่อถึงเวลาปวดเบ่ง ผนังส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่จะยื่นเป็นกระเปาะเข้าไปในช่องคลอด ทำให้อุจาระไหลลงผิดทางไปติดขัดอยู่ตรงกระเปาะ เกิดการอักเสบติดเชื้อทั้งในลำไส้ใหญ่และช่งคลอด รักษาได้ด้วยการเย็บกระเปาะให้เข้าที่

4. ลำไส้แปรปรวน หรือ IBS (Irritable Bowel Syndrome) เป็นโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อยโดยเฉพาะในวัยทำงาน แต่ปัจจุบันพบว่าวัยรุ่นก็เป็นโรคนี้กันมาก IBS มีสาเหตุที่ไม่แน่ชัด แต่อาการของโรค คือ ลำไส้บีบตัวผิดปกติ อาการที่บ่งชี้ว่าเป็นโรคนี้คือ ปวดเกร็งท้อง แน่นท้อง ท้องอืด ท้องโตเหมือนมีลม เริหรือผายลมบ่อย บางคนอาจมีท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นมูกแต่ไม่มีเลือด เป็น ๆ หาย ๆ ต่อเนื่องนาน 2-3 เดือน

เชื่อกันว่าความเครียดก็เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคนี้ และการรับประทานผัก ผลไม้เยอะ ๆ ก็ช่วยให้อาการดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม โรคนี้รักษาให้หายสนิทค่อนข้างยาก ทำได้แค่ประคองอาการ ทางที่ดีไม่ป่วยเลยดีที่สุด การไม่เครียด รับประทานอาหารครบทุกหมู่และดื่มน้ำเยอะ ๆ ก็ช่วยให้มั่นใจได้ระดับหนึ่ง

เจ + มังสวิรัติ + ดีท็อกซ์ มิตรหรือมารของลำไส้

ในทางการแพทย์ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่า การกินเจหรือมังสวิรัติในช่วงเวลาสั้น ๆ จะช่วยให้ลำไส้สะอาดขึ้นได้ หรือความจริงแล้วลำไส้ไม่ได้ต้องการความสะอาดมากอย่างที่เราคิด เพียงรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ก็เพียงพอต่อกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งกระบวนการย่อย ดูดซึมสารอาหาร และขับถ่ายที่เกิดในลำไส้ด้วย

และเพราะอาหารเจส่วนใหญ่อุดมไปด้วยแป้งและไขมัน นอกจากทำให้อ้วนได้ง่ายแล้ว ยังทำให้การขั้บถ่ายยากลำบากเพราะไม่มีกากอาหาร และความเชื่อที่ว่าการกินเจช่วยทำความสะอาดภายในนั้นไม่ถูกต้องเสียทีเดียวหากอาหารเจที่คุณกินเข้าไปนั้นมีแต่แป้งกับไขมันเพื่อเป็นการรักษาสุขภาพลำไส้ ขณะการกินเจควรกินผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้นด้วย เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารและเพิ่มใยอาหารสำหรับช่วยในการขับถ่าย

ใยอาหารเป็นอาหารประเภทเดียวที่ลำไส้ไม่สามารถย่อยได้ แต่ที่แนะนะให้รับประทานมาก ๆ ก็เพื่อช่วยในการขับถ่ายนั่นเอง นอกจากนี้ใยอาหารยังช่วยป้องกันท้องผูก ลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงเบาหวาน และควบคุมการเจริญอาหารได้ แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน การรับประทานใยอาหารมากเกินไปก็อาจเกิดผลเสีย คือ ลดการดูดซึมแร่ธาตุ และอุดตันทางเดินอาหาร เนื่องจากกินผักมากแต่ดื่มน้ำน้อย

แล้วเราต้องกินใยอาหารเท่าไรจึงพอดี คำถามข้อนี้ยังไม่มีคำตอบ เพราะยังไม่มีข้อมูลระบุชัด แต่มีข้อแนะนำว่า ให้กินผัก ผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วน และธัญพืชกับข้าวซ้อมมือวันละ 7 ส่วน จึงจะเหมาะสม นอกจากนี้สมาคมโตชนาการเบาหวานของสหรัฐอเมริกายังแนะนำว่า ผู้ป่วยเบาหวานควรบริโภคใยอาหารวันละ 20-35 กรัม หากกินคาร์โบไฮเดรตมากควรเพิ่มใยอาหารเป็นวันละ 25-50 กรัมต่อวัน ในขณะที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มเติมว่าใยอาหาร 25-30 กรัมต่อวันช่วยป้องกันมะเร็งได้

นอกจากการปรับเรื่องอาหารการกินเพื่อช่วยให้ลำไส้สะอาดขึ้นแล้ว หายคนยังทำดีท็อกซ์หรือการสวนล้างลำไส้ แต่อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าระบบทางเดินอาหารของคนเราทำงานแบบวันเวย์ ดังนั้นการดีท็อกซ์จึงเป็นการกระทำที่สวนทางธรรมชาติ ความจริงคือ ในการสวนล้างแต่ละครั้งไม่ได้ทำให้ลำไส้สะอาดไปทุกส่วน แต่สะอาดได้แค่ส่วนปลายลำไส้ใหญ่หรือราว 25 เซนติเมตรจากทวารหนักเท่านั้น การที่จะล้างลำไส้ทั้งเส้นให้สะอาดได้จำเป็นต้องใช้แรงดันมหาศาลพาน้ำพุ่งผ่านระยะทาง 9 เมตร ซึ่งแน่นอนว่าร่างกายรับไม่ไหวและลำไส้อาจแตกหากกังวลว่าลำไส้จะไม่สะอาดพอ แนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ และรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เพื่อที่อุจจาระจะได้ไม่ตกค้างในลำไส้ เมื่อบกกับการทำงานของแบคทีเรียที่อยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของลำไส้แล้ว แค่นี้ก็สะอาดเกินพอ แต่ถ้าใครทำดีท็อกซ์แล้วสบายใจก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดค่ะ

บทสรุปของลำไส้ ปลายทางของอาหารทุกคำ แม้จะมีความเสี่ยงเกิดโรคอันตรายหลายโรค แต่การป้องกันลำไส้ที่ดีที่สุดก็ไม่พ้นเรื่องการกิน กินดี คือกินให้ถูกสุขภลักษณะและครบด้วนทุกหมู่ มากน้อยตามแต่ร่างกายต้องการ อยู่ดี คืออยู่อย่างมีความสุข ไม่เครียด ไม่ทุกซ์ เพียงแค่นี้นอกจากลำไส้จะดีแล้ว ส่วนอื่น ๆ ของร่ายกายยังดีไปด้วย

อย่าลืมนะคะ คาถาง่าย ๆ “กินดี อยู่ดี” เพราะสุขภาพลำไส้รวมทั้งกายและใจอยู่ในมือเราเอง

ที่มา : หนังสือ HEALTHY & CUISINE ปีที่ 9 ฉบับที่ 105 ตุลาคม 2552

โภชนาการสยบออทิสติก

March 23, 2009 by dietgang · Leave a Comment 

autisticผมเห็นข่าวนี้ในเว็บผู้จัดการออนไลน์ เห็นว่าเป็นประโยชน์และเป็นคำยืินยันถึง การใช้โภชนาการมาช่วยบำบัดรักษาโรคต่างๆ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ช่วยให้หายขาดจากโรคร้ายนั้นๆ ได้ แต่จะทำให้อาการทุเลาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ข่าวอันนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความรักของพ่อแม่ที่จะพยายามรักษาลูกของพวกเค้า แม้มันจะเป็นความหวังอันเลือนลาง…

ยังใจสั่นไม่หายเมื่อนึกถึงตอนที่รู้ว่า”เซียนนา” ลูกสาววัยสองขวบเป็นออทิสติก เธอและเจฟฟ์ สามี นั่งช็อกตอนที่กุมารแพทย์พูดถึงอนาคตอันมืดมนที่รอคอยลูกสาวคนโตของพวกเขาอยู่ “หมอบอกว่าเซียนนาจะรักใครไม่เป็น ไม่มีวันได้แต่งงานหรือมีชีวิตอิสระ โรคนี้ไม่มีทางรักษา และเราต้องทำใจรับสภาพนี้ให้ได้”

แต่วันนี้ สามปีผ่านไป อนาคตที่ไม่น่าเป็นไปได้เริ่มปรากฏลางๆ พ่อแม่เชื่อว่า “เซียนนา” กำลังจะหายจากโรคนี้ ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นการฝันเฟื่อง เพราะการแพทย์กระแสหลักยืนยันว่าออทิสติกเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาได้และต้อง เป็นไปตลอดชีวิต ….ทว่า ซีโมนสามารถเล่าเรื่องราวมากมายที่พิสูจน์ว่าลูกสาวของเธออาการดีขึ้น “ยกตัวอย่างเช่น เซียนนาเกลียดเสียงดัง ผู้คนและสถานที่จอแจเหมือนเด็กออทิสติกคนอื่นๆ มาตลอด แกจะกรีดร้อง อาละวาด และร้องไห้ แต่ตอนนี้ฉันสามารถไปชอปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตโดยมือข้างหนึ่งจูงเซียนนาและ อีกข้างจูงโอลิเวีย ลูกสาวคนเล็กที่ตอนนี้อายุ 3 ขวบ โดยไม่ต้องกังวลว่าเซียนนาจะงอแง ฉันรู้ว่าแกดีขึ้นแล้ว”

ความคืบหน้านี้มีต้นทุนที่ครอบครัวซีเวลล์ต้องจ่าย ค่าบำบัดพฤติกรรมและโภชนาการคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 100,000 ปอนด์ และเจฟฟ์ต้องพักอาชีพนักร้องของวงป๊อปโอเปรา อมิชิ ฟอเรเวอร์ เพื่อช่วยดูแลเซียนนา ไม่มีใครรู้สาเหตุที่ทำให้เด็กออทิสติกไม่สามารถสื่อสารและเกี่ยวข้องกับผู้ อื่น เด็กเหล่านี้ชอบเก็บตัว ไม่พูดไม่จา และไม่สบตากับใคร นอนหลับไม่สนิท และอาละวาด หลายคนไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนปกติ และบางคนต้องการการดูแลตลอดเวลา กรณีที่ไม่รุนแรงนักเด็กอาจพยายามสื่อสาร กระนั้น การใช้ชีวิตด้วยตนเองดูจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เอาเลย

“หลังจากคุยกับหมอ เราเสียใจมากและออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้ๆ เกือบจะพูดไม่ออก แต่ฉันไม่ยอมปล่อยลูกตามยถากรรมหรอก ฉันคิดว่าต้องมีบางสิ่งที่ช่วยแกได้” ซีโมนและเจฟฟ์ ที่อาศัยอยู่ทางเหนือของลอนดอน ไม่รู้ว่า “เซียนนา” มีปัญหาจนไม่กี่เดือนก่อนที่หมอจะวินิจฉัยอาการลูกสาว ในช่วงสองปีแรกหลังเกิด เซียนนาเดินทางไปกับพ่อแม่เพราะเจฟฟ์ต้องเดินสายแสดงกับอมิชี ฟอเรเวอร์

“แกงอแง นอนไม่ค่อยหลับ และหมกมุ่นกับการจับของเล่นมาเรียงแถว ฉันคิดว่าแกแค่มีพฤติกรรมแปลกนิดหน่อยเท่านั้น แต่พอเริ่มหัดพูด แกกลับพูดไม่เป็นภาษา ตอนนั้นไม่มีเด็กคนอื่นให้เปรียบเทียบ เราเลยยังไม่รู้ว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น แต่ยิ่งโตขึ้นพฤติกรรมแกยิ่งแย่ลง กลางคืนไม่ยอมหลับยอมนอนอยู่เจ็ดชั่วโมง แกจมอยู่กับโลกของตัวเอง ไม่สนใจคนอื่น ออทิสติกเป็นสิ่งสุดท้ายที่เรานึกถึง เราเริ่มรู้สึกว่ามีปัญหาหลังจากนักบำบัดการพูดบอกว่าเด็กอายุเท่าเซียนนา ควรจะพูดได้สัก 50 คำแล้ว” หลังจากนั้นตามมาด้วยการตรวจอันทรมานนานหกเดือนก่อนที่หมอจะวินิจฉัยว่าเซียนนาเป็นออทิสติก

และหลังจากหายช็อก ซีโมนหมดเวลาไปอีกหลายชั่วโมงในการค้นหาวิธีรักษาที่อาจเป็นไปได้ในอิน เทอร์เน็ต และเกือบตาลายกับความคิดเห็นและคำแนะนำที่พรั่งพรูมากมาย เจฟฟ์ตัดสินใจพักอาชีพนักร้อง เพื่อทำให้ชีวิตครอบครัวมั่นคงขึ้น (ปัจจุบัน ทั้งคู่ร่วมกันเปิดบริษัทด้านบันเทิง) มีการจัดคอนเสิร์ตอำลาให้เขาที่นิวซีแลนด์ ขณะเดียวกัน หลังจากรับรู้เรื่องราวของครอบครัวซีเวลล์ ดร.เด็บบี้ ฟิวเทรล ได้ติดต่อสองสามีภรรยา เพราะเชื่อว่าโรคออทิสติกเกี่ยวข้องกับอาการอักเสบในกระเพาะอาหาร

แม้ไม่ทราบสาเหตุของอาการดังกล่าว แต่ที่รู้ก็คือ เด็กออทิสติกไม่สามารถย่อยโปรตีนในอาหาร เช่น ขนมปังและนมได้ ผลลัพธ์คือ โปรตีนขนาดจิ๋วซึมเข้าสู่กระแสเลือดและทำปฏิกิริยาเหมือนฝิ่นคือ ปิดการทำงานบางส่วนของสมอง ทำให้เกิดโรคออทิสติกหรือทำให้อาการรุนแรงยิ่งขึ้น การตรวจเลือดและปัสสาวะบ่งชี้ว่ากระเพาะอาหารของเซียนนาอักเสบจริง เด็กหญิงต้องงดโปรตีนจากข้าวและนมเนย “ไม่กี่วันหลังจากนั้น เซียนนาพูดว่า ‘น้ำ’ และชี้ที่ก๊อก ซึ่งเป็นสิ่งที่แกไม่เคยทำมาก่อน” แม่ของเด็กหญิงเล่า แม้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนอาหารหรือเป็น เรื่องบังเอิญก็ตาม

ขั้นตอนต่อไปคือ อาหารคาร์โบไฮเดรตพิเศษ ซึ่งหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลซับซ้อน เช่น ขนมปัง ซีเรียล และพาสตา เพื่อขจัดแบกทีเรียที่เป็นอันตรายในกระเพาะอาหารและลดการอักเสบ พฤติกรรมของเซียนนาดีขึ้นภายในไม่กี่วันหลังกินอาหารพิเศษนี้ บางคนบอกว่ารูปแบบการใช้ชีวิตที่หนักไปทางด้านเดินทางเป็นสาเหตุสำคัญสำหรับ ปัญหาพฤติกรรมของ “เซียนนา” กระนั้น เจฟฟ์และซีโมนเชื่อว่าอาหารกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกสาว

“มหัศจรรย์มาก หลังจากหนึ่งเดือนเซียนนาเริ่มเล่นแบบที่ต้องใช้จินตนาการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าแกจะทำได้ ปกติแล้วแกจะเอาแต่เรียงของเล่น แต่วันหนึ่งฉันพบว่าแกนั่งอยู่กับของเล่นพวกนั้นบนโต๊ะเล็กๆ และพูดว่า ‘เราจะไปเที่ยวครีตกัน’ ฉันตกใจมาก แต่ก็เชื่อว่าเรามีความคืบหน้าแล้วจริงๆ” ครอบครัวซีเวลล์ยัง เริ่มฉีดสารเสริมอาหารให้เซียนนา เช่น ซิงก์ เซเลเนียม และวิตามินบี 6 ซึ่งงานศึกษาบางชิ้นระบุว่าช่วยปรับปรุงพฤติกรรมของเด็กออทิสติก รวมทั้ง ‘ดีท็อกซ์’ บ้านเพื่อไม่ให้เซียนนาได้สัมผัสวัสดุบางอย่าง เช่น สารเคมีที่ใช้ภายในบ้านที่อาจทำให้อาการกำเริบ

นอกจากนี้ ดร.ฟิวเทรลยังแนะนำการวิเคราะห์พฤติกรรมประยุกต์ (ABA) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสอนภาษาศาสตร์ ทักษะด้านความคิด สังคมและการช่วยเหลือตัวเองแก่เด็กออทิสติก โดยการแตกและย่อให้เป็นงานที่มีขนาดเล็กลงและต้องทำซ้ำ ตัวอย่างเช่น หากเด็กพยายามเรียนรู้การจับคู่ภาพ นักบำบัดจะต้องเริ่มด้วยการสั่งให้เด็กจับคู่ภาพโดยวางมือของตนบนมือเด็กและ ดึงให้ไปจับภาพเหล่านั้น เมื่อเด็กทำภารกิจนี้ซ้ำๆ หลายครั้ง นักบำบัดอาจเปลี่ยนเป็นแตะข้อศอกแทน ซึ่งที่สุดแล้วเด็กจะสามารถทำเองโดยไม่ต้องเตือน

นอกจากนี้ เซียนนายังต้องไปบำบัดกับผู้เชี่ยวชาญสัปดาห์ละ 33 ชั่วโมง “เซียนนาทำให้เรามีความหวัง หลังจากเริ่มบำบัดด้วยวิธี ABA แกเรียก ‘แม่’ ออกมา เหมือนเด็กปกติที่ต้องการสื่อสารความรักความผูกพัน การพูดของแกดีขึ้น แกเริ่มใช้ตัวเชื่อม เช่น ‘แต่’ ในประโยค ทักษะการอ่านและเขียนมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในรอบปีที่ผ่านมา” ขณะนี้ เซียนนาเข้าเรียนในโรงเรียนปกติ โดยมีผู้ช่วย ABA ไปด้วยบ้าง ซีโมนบอกว่าลูกสาวคนโต ‘ป๊อป’ ในหมู่เพื่อนๆ และเซียนนาเล่น ‘เลียนแบบ’ น้องสาวที่ไม่ได้มีอาการออทิสติก ความที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างโภชนาการและออทิสติก การแพทย์กระแสหลักจึงยังเคลือบแคลงและยืนกรานว่าโรคนี้ไม่มีทางรักษา อย่างดีที่สุดก็แค่จัดการและควบคุมได้เท่านั้น กระนั้น ครอบครัวซีเวลล์ยังไม่เลิกหวัง “อนาคตเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น ฉันมองเห็นภาพเซียนนาอาการดีขึ้น ไปเรียนหนังสือ นั่งกับครอบครัวเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่พบเจอมา” ซีโมนทิ้งท้าย

ที่มา : ASTV ผู้จัดการ, Dailymail

โภชนบำบัด โดยผู้จำหน่ายอิสระเฮอร์บาไลฟ์ Herbalife Independent Distributor Blog