โภชนบำบัด โดยผู้จำหน่ายอิสระเฮอร์บาไลฟ์ Herbalife Independent Distributor Blog
โภชนบำบัด

เรื่องของลำไส้

November 10, 2009 by dietgang · Leave a Comment 

e0b8a5e0b8b3e0b984e0b8aae0b98921llสถานีส่งผ่าน และดูดซึมสารอาหาร

ลำไส้ อวัยวะที่มักถูกใคร ๆ มองข้าม ทั้งที่เป็นส่วนได้รับผลกระทบโดยตรง จากอาหารที่รับเข้าไปในแต่ละวัน
1 วันมี 3 มื้อ 1 ปี จึงมี 1,095 มื้อ เห็นหรือยังว่าลำไส้รับบทหนักแค่ไหน แล้วคุณรู้จักลำไส้ดีหรือยัง

ไม่ว่าอาหารที่เรากินเข้าไปนั้นจะหรูเริดราคาแพงสั่งตรงจากภัตตาคารชั้นหนึ่งหรือเป็นอาหารถูกปากจากข้างถนน สุดท้ายเมื่อผ่านเข้าปากไป ทุกอย่างก็จะค่อย ๆ ถูกส่งเข้าสู่ทางเดินอาหารทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่ถูกบดเคี้ยวด้วยฟัน ลำเลียงโดยหลอดอาหาร ย่อยแป้ง กับดูดซึมแอลกอฮอล์และน้ำตาลที่กระเพาะ ย่อยโปรตีนกับไขมัน รวมทั้งดูดซึมธาตุเหล็กและวิตามินบางชนิดที่ลำไส้เล็ก ส่วนที่ดูดซึมไม่ได้จุถูกส่งต่อไปยังด่านสุดท้ายคือลำไส้ใหญ่ ใยอาหารที่เรากินเข้าไปจะกักเก็บส่วนที่ดูดซึมไม่ได้นี้และขับออกไปจากร่างกายในรูปของเสีย

หากคุณลองนึกภาพตามจะพบว่าส่วนประกอบที่ใหญ่ที่สุดของระบบทางเดินอาหารนั้นคือลำไส้ ถ้าตาเรามองทะลุชั้นผิวหนัง ไขมันและกล้ามเนื้อเข้าไปได้ในตำแหน่งหน้าท้อง จะพบว่ามีอวัยวะหนึ่งขดแน่นไปมาเต็มพื้นที่ ซึ่งเมื่อจับออกมาวัดดูจะพบว่ามีความยาวมากถึงราว 30 ฟุตหรือประมาณ 9 เมตร อวัยวะนี้ก็คือ ลำไส้ และ 5 ใน 6 ส่วนของความยาวทั้งหมดคือลำไส้เล็ก อีกหนึ่งส่วนที่เหลือเป็นลำไส้ใหญ่ แต่ทั้งนี้ลำไส้ใหญ่จะมีขนาดใหญ่กว่าลำไส้เล็กถึง 3 เท่า

นึกภาพคร่าว ๆ ของลำไส้ออกแล้วใช่ไหมคะ แต่นั่นเป็นแค่ภายนอกแล้วภายในลำไส้ทั้งสองส่วนมีหน้าตาอย่างไร เหมือนหรือต่างกันหรือไม่ มาจินตนาการกันต่อดีกว่า

ท่องไปในโลของลำไส้

@โลกมหัสจรรย์ของลำไส้เล็ก

เมื่อเราผ่าลำไส้เล็กออกมาดูจะพบว่าท่อนกล้ามเนื้อยาว 25 ฟุตนี้ประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ ลำไส้เล็กตอนต้น ตอกลาง และตอนปลาย โดยด้านในผนังลำไส้แต่ละตอนจะมีส่วนที่ยื่นออกมามากมายเป็นล้าน ๆ มีสภาพเหมือนปะการังบนพื้นทะเล เราเรียกส่วนนี้ว่า วิลไล (Villi) ภายในวิลไลแต่ละอันจะมีเส้นเลือดฝอยและน้ำเหลืองช่วยดูดซึมสารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดเล็กเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงร่างกายต่อไป และหากเราแผ่พื้นที่วิลไลแต่ละอันออกมาได้ จะพบว่าภายในลำไส้เล็กนี้มีพื้นที่มากถึง 2 สนามเทนนิสเลยทีเดียว

ที่ลำไส้เล็กแห่งนี้ถือเป็นจุดสุดท้ายของกระบวนการย่อยอาหาร ซึ่งอาศัยเอนไซม์ทั้งจากลำไส้เล็กเองและจากตับอ่อน โดยลำไส้เล็กจะสร้างเอนไซม์ชื่อมอลเตส แล็กเตส และซูเครส สำหรับย่อยคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาล ในขณะที่ตับอ่อนสร้างเอนไซม์ชื่อทริปซินสำหรับย่อยโปรตีน และไลเปสสำหรับย่อยไขมัน เมื่อสารอาหารที่ผ่านการย่อยแล้วถูกส่งไปตามร่างกาย ส่วนที่ยอ่ยไม่ได้หรือกากาอาหารก็จะถูกส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่

@เปิดประตูสู่ลำไส้ใหญ่

ที่ลำไส้ใหญ่ไม่มีการย่อยหรือดูดซึมสารอาหารอีกแล้ว และเมื่อผ่าออกมาดูจะพบว่าลำไส้ใหญ่นี้มีลักษณะเป็นกระเปาะไปเกือบตลอดความยาวทั้งหมด ยกเว้นไส้ตรงเท่านั้นที่มีผนังเรียบ และด้วยความที่ผนังลำไส้ใหญ่โป่งออกไปเป็นกระเปาะนี่เอง จึงทำให้มีเศษอุจจาระเข้าไปสะสมอยู่มากจนทำให้เกิดโรคได้

ลำไส้ใหญ่แบ่งออกได้เป็น 4 ส่วน ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ส่วนต้นหรือกระพุ้งลำไส้ใหญ่ จะมีลิ้นเปิด - ปิดได้ ป้องกันไม่ให้อาหารไหลย้อนกลับไปยังลำไส้เล็ก ลำไส้หใญ่ส่วนกลาง มีลักษณะคดเคี้ยวเหมือนตัวเอส ลำไส้ใญ่ส่วนตรงหรือไส้ตรง เป็นที่พักของอุจจาระในผู้ชายจะอยู่หลังกระเพาะปัสสาวะ ส่วนในผู้หญิงจะอยู่หลังมดลูกและช่องทวารหนัก ส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ที่มีกล้ามเนื้อหูรูดเปิดออกเวลาขับถ่าย

นอกจากนี้ตรงส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ส่วนต้นยังเป็นที่อยู่ของลำไส้อีกประเภทที่ใคร ๆ มักคิดว่าเป็น่วนเกินและอยากตัดออกนั่นก็คือ ไส้ติ่งหรือไส้ตัน ความจริงแล้วไส้ติ่งไม่ใช่ส่วนเกิน แต่เป็นต่อมน้ำเหลืองต่อมหนึ่ง ขนาดยาวราว 10 เซนติเมตร และกว้าง 1.5 เซนติเมตร ทำหน้าที่ช่วยดักจับเชื้อโรคที่ผ่านเข้ามาในบริเวณลำไส้คล้ายกับหน้าที่ของต่อมทอนซิลในลำคอนั่นเอง อย่างไรก็ตาม หากไส้ติ่งเกิดการอักเสบ สามารถตัดทิ้งได้โดยไม่ส่งผลกระทบใด ๆ เพราะยังมีต่อมน้ำเหลืองอยู่อีกหลายแหล่งทั่วร่างกายค่ะ

และนี่คือสภาพของอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในระบบทางเดินอาหารจากปากถึงทวาร ร่างกายจะทำงานแบบวันเวย์ นับเวลาที่เราเคี้ยวข้าวคำแรกและกลืนลงคอจนถึงเวลาปวดท้องอยากถ่ายก็นับได้เกือบ 9 ชั่วโมง ลองนึกดูว่าหากคุณไม่ถ่ายหลาย ๆ วัน ของเสียที่มารออยู่ลำไส้ใหญ่ก็จะค้างอยู่อย่างนั้น เสียงต่อการติดเชื้อและนำไปสู่โรคอื่น ๆ ได้มากมาย เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ริดสีดวงทวารหนัก กระเปาะทวารหนัก และลำไส้แปรปรวน เป็นต้น

4 โรคลำไส้ยอดฮิต

1. มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคอันตรายที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 รองจากมะเร็งตับและมะเร็งปอด แม้จะไม่ใช่มะเร็งที่พบบ่อย แต่เมื่อพบทีไรนั่นหมายความว่าโอกาสรอดของคนไข้น้อยเต็มที เพราะคนไทยส่วนมากไม่ค่อยตรวจลำไส้ เมื่อเกิดมะเร็งกว่าจะรู้ตัวก็เข้าสู่ระยะที่สาม ซึ่งรักษาแทบไม่ได้ ทราบหรือไม่ว่า หากตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ ระยะที่หนึ่งมีโอสผ่าตัดหายถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ระยะที่สองเหลือ 89 เปอร์เซ็นต์ โรคนี้ป้องกันได้ นอกจากการรับประทานอาหารให้ครบหมู่และดูแลร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ควรไปตรวจลำไส้เป็นประจำตั้งแต่อายุ 50 ปี เพราะอายุเฉลี่ยผู้ป่วยมะเร็งลำไส้หใญ่ทั้งโลกอยู่ที่ 63 ปี การตรวจล่วงหน้า 10 ปี จึงเป็นการป้องกันอย่างได้ผล แต่หากครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งทุกชนิดควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุน้อย ๆ

2. ริดสีดวงทวาร เกิดจากการเบ่งถ่ายอุจจาระนาน ๆ ทำให้แรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักจึงยืดพองขึ้นเป็นติ่งเนื้อ ผนังหลอดเลือดจึงบางลง เมื่อเกิดการเสียดสีกับอุจจาระที่หยาบและแข็งจะทำให้หลอดเลือดดำปริแตกหรือฉีกขาด นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากอาการท้องผูก การยืนหรือนั่งท่าใดท่าหนึ่งติดต่อกันนาน ๆ และการกลั้นอุจจาระ ริดสีดวงทวารรักษาได้ทั้งการใช้ยาและผ่าตัด การป้องกันทำได้โดยดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ รับประทานผัก ผลไม้เป็นประจำ ขับถ่ายให้เป็นเวลา ไม่เบ่งอุจจาระเมื่อไม่รู้สึกอยากถ่ายและควรออกกำลังกายเสมอเพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ แค่นี้ก็ปลอดภัยจากริดสีดวงแล้ว

3. โรคกระเปาะทวารหนัก ทางการแพทย์เรียกว่า Rectocele โรคนี้เกิดเฉพาะในเพศหญิงที่กลั้นอุจาระนาน ๆ หรือผ่านการคลอดลูกมาแล้วหลายหน ทำให้ผนังลำไส้ใหญ่บริเวณทวารหนักกับช่องคลอดแยกตัวออกจากกัน เมื่อถึงเวลาปวดเบ่ง ผนังส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่จะยื่นเป็นกระเปาะเข้าไปในช่องคลอด ทำให้อุจาระไหลลงผิดทางไปติดขัดอยู่ตรงกระเปาะ เกิดการอักเสบติดเชื้อทั้งในลำไส้ใหญ่และช่งคลอด รักษาได้ด้วยการเย็บกระเปาะให้เข้าที่

4. ลำไส้แปรปรวน หรือ IBS (Irritable Bowel Syndrome) เป็นโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อยโดยเฉพาะในวัยทำงาน แต่ปัจจุบันพบว่าวัยรุ่นก็เป็นโรคนี้กันมาก IBS มีสาเหตุที่ไม่แน่ชัด แต่อาการของโรค คือ ลำไส้บีบตัวผิดปกติ อาการที่บ่งชี้ว่าเป็นโรคนี้คือ ปวดเกร็งท้อง แน่นท้อง ท้องอืด ท้องโตเหมือนมีลม เริหรือผายลมบ่อย บางคนอาจมีท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นมูกแต่ไม่มีเลือด เป็น ๆ หาย ๆ ต่อเนื่องนาน 2-3 เดือน

เชื่อกันว่าความเครียดก็เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคนี้ และการรับประทานผัก ผลไม้เยอะ ๆ ก็ช่วยให้อาการดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม โรคนี้รักษาให้หายสนิทค่อนข้างยาก ทำได้แค่ประคองอาการ ทางที่ดีไม่ป่วยเลยดีที่สุด การไม่เครียด รับประทานอาหารครบทุกหมู่และดื่มน้ำเยอะ ๆ ก็ช่วยให้มั่นใจได้ระดับหนึ่ง

เจ + มังสวิรัติ + ดีท็อกซ์ มิตรหรือมารของลำไส้

ในทางการแพทย์ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่า การกินเจหรือมังสวิรัติในช่วงเวลาสั้น ๆ จะช่วยให้ลำไส้สะอาดขึ้นได้ หรือความจริงแล้วลำไส้ไม่ได้ต้องการความสะอาดมากอย่างที่เราคิด เพียงรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ก็เพียงพอต่อกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งกระบวนการย่อย ดูดซึมสารอาหาร และขับถ่ายที่เกิดในลำไส้ด้วย

และเพราะอาหารเจส่วนใหญ่อุดมไปด้วยแป้งและไขมัน นอกจากทำให้อ้วนได้ง่ายแล้ว ยังทำให้การขั้บถ่ายยากลำบากเพราะไม่มีกากอาหาร และความเชื่อที่ว่าการกินเจช่วยทำความสะอาดภายในนั้นไม่ถูกต้องเสียทีเดียวหากอาหารเจที่คุณกินเข้าไปนั้นมีแต่แป้งกับไขมันเพื่อเป็นการรักษาสุขภาพลำไส้ ขณะการกินเจควรกินผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้นด้วย เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารและเพิ่มใยอาหารสำหรับช่วยในการขับถ่าย

ใยอาหารเป็นอาหารประเภทเดียวที่ลำไส้ไม่สามารถย่อยได้ แต่ที่แนะนะให้รับประทานมาก ๆ ก็เพื่อช่วยในการขับถ่ายนั่นเอง นอกจากนี้ใยอาหารยังช่วยป้องกันท้องผูก ลดการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงเบาหวาน และควบคุมการเจริญอาหารได้ แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน การรับประทานใยอาหารมากเกินไปก็อาจเกิดผลเสีย คือ ลดการดูดซึมแร่ธาตุ และอุดตันทางเดินอาหาร เนื่องจากกินผักมากแต่ดื่มน้ำน้อย

แล้วเราต้องกินใยอาหารเท่าไรจึงพอดี คำถามข้อนี้ยังไม่มีคำตอบ เพราะยังไม่มีข้อมูลระบุชัด แต่มีข้อแนะนำว่า ให้กินผัก ผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วน และธัญพืชกับข้าวซ้อมมือวันละ 7 ส่วน จึงจะเหมาะสม นอกจากนี้สมาคมโตชนาการเบาหวานของสหรัฐอเมริกายังแนะนำว่า ผู้ป่วยเบาหวานควรบริโภคใยอาหารวันละ 20-35 กรัม หากกินคาร์โบไฮเดรตมากควรเพิ่มใยอาหารเป็นวันละ 25-50 กรัมต่อวัน ในขณะที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มเติมว่าใยอาหาร 25-30 กรัมต่อวันช่วยป้องกันมะเร็งได้

นอกจากการปรับเรื่องอาหารการกินเพื่อช่วยให้ลำไส้สะอาดขึ้นแล้ว หายคนยังทำดีท็อกซ์หรือการสวนล้างลำไส้ แต่อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าระบบทางเดินอาหารของคนเราทำงานแบบวันเวย์ ดังนั้นการดีท็อกซ์จึงเป็นการกระทำที่สวนทางธรรมชาติ ความจริงคือ ในการสวนล้างแต่ละครั้งไม่ได้ทำให้ลำไส้สะอาดไปทุกส่วน แต่สะอาดได้แค่ส่วนปลายลำไส้ใหญ่หรือราว 25 เซนติเมตรจากทวารหนักเท่านั้น การที่จะล้างลำไส้ทั้งเส้นให้สะอาดได้จำเป็นต้องใช้แรงดันมหาศาลพาน้ำพุ่งผ่านระยะทาง 9 เมตร ซึ่งแน่นอนว่าร่างกายรับไม่ไหวและลำไส้อาจแตกหากกังวลว่าลำไส้จะไม่สะอาดพอ แนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ และรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เพื่อที่อุจจาระจะได้ไม่ตกค้างในลำไส้ เมื่อบกกับการทำงานของแบคทีเรียที่อยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของลำไส้แล้ว แค่นี้ก็สะอาดเกินพอ แต่ถ้าใครทำดีท็อกซ์แล้วสบายใจก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดค่ะ

บทสรุปของลำไส้ ปลายทางของอาหารทุกคำ แม้จะมีความเสี่ยงเกิดโรคอันตรายหลายโรค แต่การป้องกันลำไส้ที่ดีที่สุดก็ไม่พ้นเรื่องการกิน กินดี คือกินให้ถูกสุขภลักษณะและครบด้วนทุกหมู่ มากน้อยตามแต่ร่างกายต้องการ อยู่ดี คืออยู่อย่างมีความสุข ไม่เครียด ไม่ทุกซ์ เพียงแค่นี้นอกจากลำไส้จะดีแล้ว ส่วนอื่น ๆ ของร่ายกายยังดีไปด้วย

อย่าลืมนะคะ คาถาง่าย ๆ “กินดี อยู่ดี” เพราะสุขภาพลำไส้รวมทั้งกายและใจอยู่ในมือเราเอง

ที่มา : หนังสือ HEALTHY & CUISINE ปีที่ 9 ฉบับที่ 105 ตุลาคม 2552

Speak Your Mind

Tell us what you're thinking...
and oh, if you want a pic to show with your comment, go get a gravatar!

โภชนบำบัด โดยผู้จำหน่ายอิสระเฮอร์บาไลฟ์ Herbalife Independent Distributor Blog